5 พืชสมุนไพร สำหรับผู้สูงอายุ

5 พืชสมุนไพร ดูแลผู้สูงอายุ

วัยทองวัยดูแลผู้สูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย เกิดได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่ในผู้หญิงจะมีอาการที่เด่นชัดกว่า เนื่องจากผู้หญิงเมื่อเข้าสู่วัยทองรังไข่จะหยุดทำงานอย่างรวดเร็ว และฮอร์โมนที่เคยมีอยู่ในระดับสูงก็จะลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ต่างกับผู้ชายที่การทำงานของฮอร์โมนเพศชายจะลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป สำหรับผู้หญิงวัยทองคือวัยที่หมดประจำเดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอายุประมาณ 49-50 ปี ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกายตามมา เช่น อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์หงุดหงิดง่าย ความจำเสื่อมลง หลงลืมได้ง่าย เกิดภาวะกระดูกพรุน มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

          ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรมาใช้บรรเทาอาการที่เกิดขึ้นในผู้หญิงวัยทอง เนื่องจากสมุนไพรเหล่านี้มีฮอร์โมนจากธรรมชาติซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ได้จากพืชทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง (phytoestrogen) และพบว่าสมุนไพรบางตัวยังมีองค์ประกอบทางเคมีที่ช่วยบรรเทาอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดจากวัยทองด้วย จากการศึกษาพบว่า สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายตัวที่เกิดจากวัยทองมีดังนี้

 

ถั่วเหลือง

 

1.ถั่วเหลือง (soy)

สรรพคุณถั่วเหลือง เมล็ดใช้เป็นยาระบาย (เมล็ด) ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูก และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร เส้นใยอาหารจากถั่วเหลือง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (แอนดริว พี โกลด์เบิร์ก) และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ดร.เดวิด เจนคินส์ ยังกล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด ช่วยป้องกันการขาดแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ช่วยลดความรุนแรงของโรคกระดูกผุ ช่วยลดการสลายของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยบำบัดและรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ซึ่งเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ทำการศึกษากับคนไข้ 102 รายที่เป็นอัมพาตเพราะเส้นเลือดเลี้ยงสมองอุดตันมาก่อนและเป็นโรคหัวใจในเวลาต่อมา

ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้นานัปการ นอกเหนือไปจากการสกัดน้ำมัน เมล็ดถั่วเหลืองใช้ประกอบอาหาร เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว ถั่วเน่า ซีอิ๊ว เส้นบะหมี่ น้ำนมถั่วเหลือง คุกกี้ โปรตีนแห้ง เนื้อเทียม ฟองเต้าหู้ และถั่วงอก เป็นต้น จีนใช้ถั่วเหลืองผิวดำปรุงยารักษาโรคหัวใจ ตับ ไต กระเพาะ และลำไส้ และเป็นอาหารเสริม เพื่อบำรุงสุขภาพ ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคถั่วเหลืองฝักสด (เก็บเกี่ยวเมื่อฝักยังมีสีเขียวสด) เป็นอาหารว่าง และนำเข้าประเทศในบริมาณมาก กากถั่วเหลืองใช้เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ นอกจากนี้การปลูกถั่วเหลือง ยังเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งในด้านเพิ่มอินทรียวัตถุ และธาตุไนโตรเจน

 

สรรพคุณของถั่วเหลือง

  • ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ด้วยการใช้เปลือกเมล็ดแห้งประมาณ 10-15 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือกเมล็ด)
  • กากถั่วเหลืองช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด (กากเมล็ด)
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งใช้ดูแลผู้สูงอายุ ได้และมีบางการศึกษาระบุว่า การบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย และมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยที่ยังมีประจำเดือน แต่อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยที่หมดประจำเดือนแล้วได้ ซึ่งเป็นผลมาจากสารไฟโตเอสโตรเจน แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน และยังไม่สามารถระบุได้ว่า ถั่วเหลืองสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ช่วยป้องกันโรคมะเร็งของเนื้อเยื่อระบบสืบพันธุ์ (สารไฟโตเอสโตรเจน) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งช่องคลอด มะเร็งต่อมลูกหมาก (Isoflavones)
  • เส้นใยอาหารจากถั่วเหลือง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (แอนดริว พี โกลด์เบิร์ก) และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ดร.เดวิด เจนคินส์ ยังกล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด
  • ช่วยป้องกันการขาดแคลเซียม ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ช่วยลดความรุนแรงของโรคกระดูกผุช่วยลดการสลายของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยบำบัดและรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก ซึ่งเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ทำการศึกษากับคนไข้ 102 รายที่เป็นอัมพาตเพราะเส้นเลือดเลี้ยงสมองอุดตันมาก่อนและเป็นโรคหัวใจในเวลาต่อมา

 

เมล็ดแฟลกซ์,flax seed

 

2.เมล็ดแฟลกซ์ (flax seed)

เมล็ดแฟลกซ์ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร และ กรดไขมันโอเมก้า3 เส้นใยอาหารที่พบในเมล็ดแฟลกซ์นี้พบมากบริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด การกินก่อนอาหารมักทำให้รู้สึกหิวน้อยลง จึงอาจกินอาหารได้ลดลง นักวิจัยบางกลุ่มเชื่อว่า เส้นใยนี้จะเกาะกับไขมันคอเลสเตอรอลในอาหาร ทำให้เราดูดซึมได้ลดลง นอกจากนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังอาจทำให้เ่ลือดแข็งตัวช้าลง จึงอาจมีผลช่วยเรื่องลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดต่างๆ

 

นอกจากนี้ได้มีการนำมาวิจัยเกี่ยวกับการต้านมะเร็งเต้านม เนื่องจากเมล็ดแฟลกซ์เมื่อถูกย่อยสลายในร่างกายจะกลายเป็นสารลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งจะไปแย่งจับกับตัวรับของเอสโตรเจน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนออกฤทธิ์ลดลง อาจช่วยชะลอการเจริญของมะเร็งเต้านมบางชนิดที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจนได้

สรรพคุณ Flaxseed

เมล็ดแฟลกซ์อาจช่วยในโรคต่างๆต่อไปนี้

  • เบาหวาน
    งานวิจัยพบว่าการกินผลิตภัณฑ์จากเมล็ดแฟลกซ์ชนิดหนึ่ง วันละ 3 เวลาเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าระดับน้ำตาลสะสมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลง

 

  • ไขมันโลหิตสูง
    พบว่าเมล็ดแฟลกซ์หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้การบด การเอาไขมันออก (defatted) ขนมปังเมล็ดแฟลกซ์ ช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลรวม และไขมันไม่ดีได้ในผู้ที่ไขมันปกติ รวมถึงชาย และหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนที่มีไขมันสูง แต่ไม่ค่อยมีผลกับไขมันดี HDL คอเลสเตอรอล และ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ อย่างไรก็ตาม พบว่าเมล็ดแฟลกซ์ที่ผ่านการนำไขมันออก (defatted flaxseed) คือมีกรดอัลฟาไลโนเลนิก (alpha linolenic acid) ลดลงจากปกติ อาจทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้

 

  • โรคแพ้ภูมิตัวเองเอสแอลอี (SLE)

การกินเมล็ดแฟลกซ์อาจช่วยการทำงานของไตในผู้ป่วย SLE ให้ดีขึ้นได้

 

แบล็คโคโฮส,Black cohosh

 

3.แบล็คโคโฮส (Black cohosh)

แบลกโคฮอส เป็นพืชประจำถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือที่รู้จักกันมากว่า 100 ปีแล้ว  มีการนำมาใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น โรคมาลาเรีย โรคข้อ อาการเจ็บคอ อาการปวดระหว่างมีประจำเดือน  อาการปวดขณะคลอด และยังได้รับการระบุในตำรับยาของอเมริกาและเยอรมันสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว  ต่อมาได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปกว่า 40 ปี เพื่อใช้บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual discomfort) อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) รักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับการหมดประจำเดือน เช่น ร้อนวูบวาบ ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า วิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ    เป็นต้น

        ในชีวิตของผู้หญิง เมื่ออายุมากขึ้นเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่เชื่อมต่อระหว่างวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมถอยเกิดขึ้นอย่างมาก ทั้งทางกายภาพและหน้าที่การทำงานของอวัยวะทุกระบบในร่างกาย โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดคือการทำงานของรังไข่ที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงน้อยลง จนนำไปสู่การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงปกติของผู้หญิงทุกคน   สำหรับผู้หญิงไทยแล้ว วัยหมดประจำเดือนจะมีอายุเฉลี่ยโดยประมาณ 50 ปี (45-55 ปี) ปัจจุบันสตรีไทยมีอายุเฉลี่ยถึง 75 ปี ดังนั้น หลังหมดประจำเดือน จะมีชีวิตอยู่ยาวประมาณ 25 ปี หรือ 1 ใน 3 ของชีวิต  จึงมีแนวโน้มที่จะต้องใช้ชีวิตในวัยหมดประจำเดือนที่ยาวนานขึ้น  ผู้คนจึงเริ่มให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือหลังวัยหมดประจำเดือนแล้วมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาของการขาดฮอร์โมนเพศ

 

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

 

4.น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Proimrose Oil)

สมัยโบราณคนพื้นเมืองที่อาศัยในพื้นที่แถบอเมริกาเหนือค้นพบพืชชนิดหนึ่งซึ่งใช้เป็นยาสมุนไพรได้มีลักษณะเป็นไม้ดอกให้ดอกสีเหลืองที่จะแย้มบานตอนใกล้ค่ำจึงเรียกกันว่า อีฟนิงพริมโรส (Evening primrose) ศาสตร์แห่งสมุนไพรเหล่านี้ค่อยๆ ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนกระทั่งคนในปัจจุบันได้เรียนรู้ถึงพลังบำบัดของน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดอีฟนิ่งพริมโรส ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากดอกอีฟนิ่ง พริมโรส เป็นพืชล้มลุกมีดอกสีเหลือง พบมากในแถบอเมริการเหนือและยุโรป ถือเป็นพืชพื้นเมืองของชาวอินเดียนแดง ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการรักษาสุขภาพต่างๆ มาตั้งแต่โบราณกาล ด้วยสรรพคุณต่างๆ มากมายของน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสที่มีต่อร่างกายจึงทำให้มีผู้ขนานนามให้กับน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสว่าเป็น “The King Cure All หรือ เจ้าแห่งการรักษาทั้งปวง” 

น้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรสมีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง คืนความยืดหยุ่นให้กับผิว เนื่องจากในน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรสพบกรดไขมันจำเป็นสองชนิดที่พบ คือ กรดไลโนเลอิค (LA) และกรดแกมมาไลโนเลนิค (GLA) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกาย รวมทั้งเซลล์ผิวหนัง ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแดงมีความสมบูรณ์แข็งแรง ทำให้สารอาหารต่างๆ มาหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวให้แข็งแรง

 

ประโยชน์ของอีฟนิ่งพริมโรส

  •  ช่วยต้านการอักเสบ
  •  เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์
  • ช่วยป้องกันและยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรค เบาหวานและอาจฟื้นฟูระบบประสาทโดยมีการวิจัยในคนที่เริ่มมีอาการนี้แล้วทดลองรักษาด้วยการให้น้ำมันอีฟนิงพริมโรสเป็นเวลา 1 ปีพบว่าสามารถลดอาการชา ประสาทสัมผัสเสื่อม และอาการผิดปกติอื่นๆ ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก
  •  น้ำมันอีฟนิงพริมโรสช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ รวมทั้งผื่นเอ็กซีมา ซึ่งเป็นภาวะผื่นแพ้ที่อาจเกิดได้หากร่างกายมีปัญหาในการเปลี่ยนไขมันจากอาหารเป็นกรดแกมมา-ไลโนเลนิกโดยมีการวิจัยพบว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรสติดต่อกันนาน 3-4 เดือน พบว่าช่วยบรรเทาอาการคันลดการมีน้ำเหลืองไหลลดการใช้ครีมสเตียรอยด์และการใช้ยารักษาซึ่งอาจให้ผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้
  •  มีบางการวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ เช่น อาการปวดประจำเดือนความหงุดหงิดที่เกิดก่อนมีประจำเดือนอาการจากเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน โดยมันจะไปทำงานขัดขวางพรอสตาแกลนดินชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอันเป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน
  •  ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์
  •  บรรเทาอาการจากโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบ เช่น สิว ผื่นโรเซเชีย ผิวแห้งและการปวดกล้ามเนื้อชา ใช้ ดูแลผู้สูงอายุ
  •  น้ำมันอีฟนิงพริมโรสช่วยบรรเทาภาวะไม่อยู่นิ่งและภาวะเสียความสามารถในการเรียนรู้ในเด็กมีผลการทดลองทางคลินิกในเด็กพบว่าการได้รับน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสและน้ำมันปลาจะช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นได้อันเป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน

 

เซนต์จอห์นเวิร์ต

 

5.เซนต์จอห์นเวิร์ต (St John’s Wort) 

ใช้สำหรับจัดการอารมณ์แปรปรวน ซึ่งผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่มักจะมีอารมณ์แปรปรวน สมุนไพรดอกสีเหลืองสดที่ชื่อว่า “เซนต์จอห์นเวิร์ต” ได้รับการกล่าวขานว่า ช่วยปรับอารมณ์ไม่ให้เกิดความเครียด สามารถแก้อาการซึมเศร้าชนิดที่ไม่รุนแรงได้ และมีฤทธิ์สงบประสาทอย่างไรก็ตามในการจะเลือกใช้สมุนไพรตัวไหนก็คงต้องศึกษาข้อจำกัดของสมุนไพรแต่ละตัวก่อนเพราะสมุนไพรก็คงเหมือนเหรียญที่มีสองด้านที่มีทั้งฤทธิ์และความเป็นพิษคู่กันไป การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่เครียดก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: rsuhealth.com